ควรรู้ก่อนซื้อประกันชีวิต


      สวัสดีครับ ทุกๆท่านที่สนใจกับการทำประกันชีวิต ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ได้พบกับคนที่อยากทำประกันชีวิตแต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะต้องเริ่มอย่างไร ผมเองก็เป็นตัวแทนคนหนึ่งที่ได้มีโอกาส พบเจอกับผู้คนมากมายที่และได้อธิบายถึงหลักการทำประกันชีวิต เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ถ้าหากอยากจะทำกันจริงๆหรือเล่นๆกันสามารถเรียนรู้กันได้ครับ สิ่งที่ทุกท่านควรมีดังนี้ครับ

1.ถามตนเองว่าจะทำประกันชีวิตไปเพื่ออะไร?
2.มีเงินทำประกันไหม?
3.มีสุขภาพที่ดีหรือเปล่า?
4.รับความรู้พื้นฐานที่ทรงพลัง(คุณจะสามารถเลือกซื้อประกันชีวิต บนความรู้ของคุณเอง)

เรามาเริ่มในข้อที่ 1 กันเลยดีกว่า
1.ถามตนเองว่าจะทำประกันชีวิตไปเพื่ออะไร?
ใช่แล้วครับ เราควรถามตนเอง เพื่อจะได้มีเป้าหมายในการทำประกัน เหตุผลส่วนใหญ่ที่คนทำประกันก็มีหลายกรณีเช่น เพื่อจะได้มีเงินทำศพ ,เวลาเจ็บป่วยจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนมีประกันจ่ายให้ , มีเงินที่แน่นอนในอนาคต, หากเกิดอุบัติเหตุจนพิการก็จะได้มีเงินไว้จ้างคนมาดูแลได้บ้าง , หากตายเร็วเมียและลูกจะได้ไม่เดือดร้อนเรื่องหนี้สิน ฯลฯ แล้วคุณล่ะ จะทำประกันชีวิตไปเพื่ออะไร?

2.มีเงินทำประกันไหม?
แน่นอนครับคุณมีเงิน แต่คุณก็มีรายจ่ายอื่นๆอีกมากมายถูกไหมครับ หากว่าจะต้องจ่ายเงินในเรื่องประกัน คุณพอจะจ่ายมันได้เท่าไหร่ต่อเดือน หรือต่อปีเป็นเงินเท่าไหร่ ต้องดูรายรับและรายจ่ายของเราให้ดีก่อนด้วยนะครับ แต่หากจะให้ผมบอกให้เป็นเปอร์เซ็นที่เหมาะสมกับการทำประกัน ผมขอแนะนำว่า 10%ของรายได้ กำลังดีครับ จะน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่คุณก็จะไม่ได้ประกันชีวิตในแบบที่คุณต้องการ แต่ถ้ามากกว่านี้ก็ได้ แต่ว่าคุณก็ต้องมั่นใจว่าจ่ายได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า

3.มีสุขภาพที่ดีหรือเปล่า?
ใช่แล้วครับ นี่เป็นปัญหาสำหรับคนที่มีเงินแต่ไม่สามารถซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพได้เพราะสุขภาพไม่ดีแล้ว หรือบางคนใกล้จะตาย แต่เกิดอยากซื้อก็ซื้อก็ซื้อไม่ได้แล้วครับ
แล้วอย่าคิดโกหกนะครับ เพราะบริษัทประกันสามารถตรวจสอบจากเครือข่ายโรงพยาบาลได้ทั่วประเทศ ว่าคุณเคยมีประวัติเป็นอะไรมาบ้าง เพราะว่าหากจับได้ว่าคุณโกหก บริษัทสามารถปฏิเสธ และไม่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลใดๆทั้งสิ้น สัญญาสุขภาพบริษัทก็ยังสามารถยกเลิกได้ทันทีที่ทราบ

4.รับความรู้พื้นฐานที่ทรงพลัง(คุณจะสามารถเลือกซื้อประกันชีวิต บนความรู้ของคุณเอง) ข้อมูลเหล่านี้ง่ายมากๆครับ ต่อการทำความเข้าใจ เพราะสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้เป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกบริษัทใช้กัน และเป็นสิ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รู้ เพราะเวลาตัวแทนบางคนเข้ามาขายประกันแบบพูดเป็นเรื่องเดียวกัน เลยทำให้คำว่า”ประกันชีวิต”ของคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ประกันชีวิตนั้นจ่ายให้ทุกอย่างแม้แต่ในโรงพยาบาล ซึ่งคำว่า”ประกันชีวิต”ในความเป็นจริงนั้นให้ความคุ้มครองแค่การเสียชีวิต และการเก็บออมเท่านั้นครับ แต่ที่มันจ่ายค่ารักษาพยาบาลนั้นมันคือ”ประกันสุขภาพ”ที่เราซื้อเพิ่มเติมจากประกันชีวิต และประกันสุขภาพจะซื้อไม่ได้หากยังไม่ได้ซื้อประกันชีวิต ซึ่งผมได้ทำตารางให้ทุกท่านได้ดูกันแบบแยกเป็นตัวๆเลย  และทุกท่านจะได้ทราบข้อเสียที่คนขายไม่เคยบอกให้ท่านได้รู้
         

ประกันชีวิต (เปรียบเหมือน”บ้าน”)

ประกันสุขภาพ (ข้าวของที่ใช้แล้วหมดไป)

ประกันอุบัติเหตุ (ข้าวของที่ใช้แล้วหมดไป)

 

ข้อเสีย

·  ไม่รักษาพยาบาลให้หากเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุข้อดี

 

·  จ่ายเงินประกันให้ทุก
    กรณี(แม้หลับตายไปเฉยๆ
    ก็จ่ายเงิน)

·  มีการเก็บออมให้

·  เพิ่มความคุ้มครองชีวิตให้
   ตลอดสัญญา(มีเฉพาะบาง
   บริษัทเท่านั้น)

 

ข้อเสีย

·  เงินที่จ่ายไปไม่มีการเก็บออมข้อดี

 

·  จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตาม
   จริงแต่ไม่เกินจากแผนสุขภาพที่
   ซื้อไว้กับทางบริษัท


 

ข้อเสีย

·  เงินที่จ่ายไปไม่มีการเก็บออมข้อดี

 

·  จ่ายเงินประกันให้หากเสียชีวิต
    เนื่องจากอุบัติเหตุเท่านั้น

·  ออกค่ารักษาพยาบาลให้ตาม
    แผนที่ซื้อไว้กับทางบริษัท

 

          หากเปรียบไปแล้ว”ประกันชีวิต”ก็เปรียบได้กับการซื้อบ้าน ส่วนการซื้อ”ประกันสุขภาพ” เปรียบเหมือนกับการซื้อข้าวของเข้าบ้าน ส่วน”ประกันอุบัติเหตุ” สามารถซื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องมีตัวบ้านครับ เพราะเป็นประกันอุบัติเหตุแบบสำเร็จรูปครับ( อุบัติเหตุแบบที่ต้องมีตัวบ้านก็มีนะครับแต่ไม่ออกค่ารักษาพยาบาลให้ ให้แต่การชดเชยต่อสัปดาห์ ,จ่ายให้10 %ของทุนประกันหากทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงคือพิการจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้,และ จะจ่ายให้เป็นก้อนใหญ่หากเสียชีวิตจากอุบัตเหตุ)อย่างงกับข้อความในวงเล็บนะครับ แยกเป็นเรื่องๆให้ดี งั้นเรามาทำความเข้าใจต่อกัน
          ซึ่งการซื้อบ้านจะต้องมีแบบบ้านให้เราได้เลือกและสัญญาการผ่อนชำระกันทั้งหมดกี่ปี ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจ่ายกี่ปี เช่น 10 ปี 20 ปี ซึ่งเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับการซื้อประกันชีวิต โดยส่วนใหญ่ที่ผมจะนำมาเป็นตัวอย่างในการอธิบายให้กับทุกท่านได้เข้าใจ มี 2 แบบคือ
แบบบ้านหลังที่1.แบบคุ้มครองเราจนถึงอายุ85-99ปีแต่ชำระเบี้ยแค่20ปี แต่รับเงินตอนแก่
แบบบ้านหลังที่2.แบบคุ้มครองเราเพียง20ปี(ไม่ว่าจะเริ่มทำตอนอายุเท่าไหร่)และชำระเบี้ย20ปีเช่นกันแต่พอส่งครบก็รับเงินทั้งต้นและเงินปันผล

หากจะซื้อ”ประกันสุขภาพ”คุณจะเลือกซื้อใส่แบบบ้านหลังไหนครับ?

เดี๋ยวผมจะเฉลย แล้วให้ทุกท่านได้คิดกันนะครับ

คำตอบ
คือบ้านหลังที่1 ครับ เหตุผลเพราะว่าหากชำระเบี้ยครบ 20 ปีแล้ว ยังสามารถซื้อประกันสุขภาพต่อได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินตัวบ้านหรือตัวประกันชีวิตอีกแล้ว เพียงแต่จ่ายเงินค่า”ประกันสุขภาพ”เท่านั้นเอง สามารถซื้อได้ถึงอายุ 70-75ปีเลยครับ
        ส่วนถ้าหากเราจะซื้อแบบบ้านหลังที่2 ก็สามารถซื้อประกันสุขภาพใส่ได้ แต่!ถ้าครบ 20ปี ก็จะหมดสัญญาลงพร้อมรับเงินทั้งต้นและเงินปันผล แต่ประกันสุขภาพก็จบลงตามไปด้วย ถ้าอยากมีประกันสุขภาพ ก็ต้องเริ่มต้นทำประกันใหม่ทั้งหมด และยากต่อการรับประกันด้วย เรามาดูตัวอย่างกัน เริ่มทำประกันตอนอายุ 25 ปี ส่งเบี้ยประกันแบบหลังที่ 2จนครบ ก็อายุปาเข้าไป 45 ปี สัญญาของประกันสุขภาพก็จบตาม พออายุปีที่ 46 อยากจะมีประกันสุขภาพใหม่ก็ต้องเริ่มรับประกันกันใหม่ แล้วระหว่างคนอายุ25ปี กับคนอายุ45 ปี ใครมีสุขภาพร่างกายดีกว่ากัน และถ้าเกิดมีโรคประจำตัวขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา ตอนอายุ 46 บริษัทประกันที่ไหนๆก็ไม่ค่อยอยากจะรับทำประกันสุขภาพ เพราะคุณมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยมากขึ้น หากไม่เจ็บป่วย ราคาที่จะต้องจ่ายใหม่ก็ไม่ได้ราคาเดิมเพราะเบี้ยประกันจะคิดจากอายุและความเสี่ยงภัย ย่อมต้องแพงแน่นอน

       ส่วนการซื้อประกันสุขภาพก็ควรจะรู้เรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลด้วยครับ เพราะหากซื้อไว้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลแล้วล่ะก็ ต้องมาจ่ายส่วนเกินที่ละมากๆ แล้วละก็ ถือว่าเป็นการซื้อประกันสุขภาพที่ไม่คุ้มค่า จ่ายเงินค่าประกันชีวิตที่สูงอยู่แล้วไม่พอ ต้องมาจ่ายเงินค่าส่วนเกินในโรงพยาบาลอีก แบบนี้ไม่ไหวครับอย่าซื้อจะดีกว่า 
       ส่วนประกันโรคมะเร็ง,ค่าชดเชยรายวัน,ประกันผู้ป่วยนอก,ประกันคุ้มครองผู้ชำระเบี้ย(สำหรับประกันเด็ก) ประกันเหล่านี้ใช้หลักการเดียวกันกับประกันสุขภาพครับ ต้องมี”ประกันชีวิต”ก่อนถึงจะซื้อได้ครับ
       
       เห็นประโยชน์และความแตกต่างกันหรือยังครับว่า ถ้าหากเราไม่มีความรู้ก่อนจะซื้อประกันชีวิตก็อาจไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายแน่นอน

วันนี้คุณทำประกันชีวิตแล้วหรือยัง รีบทำนะครับ

, ,